กว่าจะได้ชื่อว่า “ด็อกเตอร์” โดย ดร.ฉัฐไชย์ และ ดร.พรฤดี

เอามาฝากกันก่อนพักยาวครับ สู้ ๆ แล้วจะกลับมาทำงานเพลงอย่างเต็มตัวครับ
-------------------------------------------------
“ด็อกเตอร์” คำที่หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากได้มานำหน้าชื่อ คำที่สังคมส่วนใหญ่ยกย่อง ให้เกียรติว่าเป็นผู้รู้ ผู้เก่งกาจ แต่กว่าจะได้มาซึ่งคำๆ นี้ “ด็อกเตอร์” จะต้องผ่านความยากลำบากต่างๆ มากมาย ซึ่งแต่ละสิ่ง ต่างก็เป็นความยากลำบากที่สร้างให้ผู้จะเป็น “ด็อกเตอร์” ได้มีคุณสมบัติ (= ลักษณะที่ดี) ครบถ้วนอย่างที่ “ด็อกเตอร์” พึงจะมี ซึ่งในสังคมไทย อาจมีบ้างที่ลืมเลือนกันไปแล้วหรือบ้างก็มองข้ามไป ผู้เขียนจึงอยากนำลักษณะที่ดีเหล่านี้มาย้ำเตือนให้กับผู้ที่ฝันอยากเป็น “ด็อกเตอร์” ให้ช่วยกันนึกถึงไว้ ก่อนจะตัดสินใจเดินทางเข้าสู่กระบวนการสร้าง “ด็อกเตอร์” ในอนาคต
1. ค้นหาตัวตน (Search Your Soul)
ก่อนการออกเดินทาง ควรต้องรู้จักตัวเองก่อน ว่าเราเป็นผู้ที่เหมาะสมจะเรียนปริญญาเอกหรือไม่ มีอุปนิสัยชอบค้นคว้า ชอบเรียนรู้ เป็นนักวิชาการจนเพื่อนๆ ล้อว่าเป็น “นักวิชาเกิน” หรือชอบถามคำถามขั้นแอดวานส์ ถามจนเป็นเจ้าหนูจัมมัยหรือไม่ และพร้อมที่จะเป็น “นักเรียน” ไปตลอดชีวิตหรือไม่
จงถามตัวเองก่อนว่าเป้าหมายในชีวิตเราคืออะไร อย่าไปคิดว่าปริญญาเอกเป็นใบเบิกทางที่จะนำความสุข ความสำเร็จมาสู่ชีวิตเราได้ ถามตัวเองว่าเราเรียนปริญญาเอกไปเพื่ออะไร อย่าเรียนไปเพื่อเป็นไม้กันหมาหรือยันต์กันผี อย่าเรียนเพียงเพื่อต้องการตอบสนองความคาดหวังของสังคมและคนรอบข้าง อย่าเรียนแค่เพื่อนำกระดาษแผ่นเดียวมาประดับบารมี ถ้าเป็นคนที่ไม่รักการเรียนก็ไม่ควรมาเรียนอย่างยิ่ง เพราะ “ด็อกเตอร์” เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ ยิ่งเรียนยิ่งลึก ยิ่งรู้ก็ยิ่งมีให้รู้อีกต่อไปเรื่อยๆ แม้เมื่อเรียนจบได้รับปริญญาแล้ว ก็ยังต้องติดตามความก้าวหน้าในเรื่องนั้นๆ ไปตลอดชีวิต
คนจะเรียน “ด็อกเตอร์” ต้องมีความอยากรู้ ต้องมี Passion อย่างมากกับงานกับเรื่องที่สนใจ ถ้าไม่มีความรู้สึกเช่นนี้อยู่เลยสักนิด ก็ไปทำงานดีกว่า สนุกกว่า ได้พบปะคนมากกว่า ได้เพื่อนมากกว่า ได้ทำประโยชน์กับผู้อื่นและสังคมมากกว่า และไม่เสียเวลาในชีวิตด้วย
2. ค้นหาข้อมูล (Dig up the Data)
ก่อนจะเข้าศึกษาหลักสูตรด๊อกเตอร์ ต้องเสาะหาข้อมูลว่า มีสถานศึกษาใด เปิดรับปริญญาเอก สาขาที่เราสนใจบ้าง หลักสูตร โปรแกรม ประเทศ ใช่อย่างที่อยากได้หรือไม่ ค้นหาดูว่า มีผู้เชี่ยวชาญ ปรมาจารย์ อยู่ที่ใดบ้าง และมีงานวิจัยใดที่เตะตาเรา ตรงกับความสนใจของเราบ้าง
เนื่องจากการเรียนในระดับนี้ อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor) สำคัญมาก ดังนั้น เราจำต้องดั้นด้นเสาะหาอาจารย์ผู้ที่จะประสิทธ์ประสาทวิชาขั้นสูงให้เราได้ อุปมาเหมือนดั่งในหนังจีนกำลังภายใน ที่พระเอกอาจต้องเสาะแสวงหาผู้เยี่ยมยุทธ์ เมื่อพบแล้วก็อาจต้องคุกเข่าตากฝนอยู่อีกหลายวัน เพื่อวิงวอนให้ท่านรับเป็นศิษย์ เช่นเดียวกับการค้นหาอาจารย์ที่ปรึกษา อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะรู้จักกัน กว่าจะคลิ๊กกัน อาจต้องเข้าไปพบหรืออีเมลคุยกันบ่อยๆ โชว์ประวัติ ผลงาน และความสามารถของเรา ให้อาจารย์เห็นว่า เราเหมาะสมจะมาเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิที่จะผูกพันกันไปอีกยาวนาน
3. ฝึกฝนตนเอง (Prepare & Practice)
เมื่อเริ่มรู้แล้วว่า เราต้องการเข้าเรียนที่ใด ก็ต้องศึกษา Requirements ของแต่ละที่ให้ดีว่าเขาต้องการอะไรบ้างในการคัดเลือก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลการเรียนในอดีตที่ควรต้องยอดเยี่ยม คะแนนสอบ Standard Tests ต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ (TOEFL, IELTS) หรือความถนัดเฉพาะด้าน (GRE, GMAT)
อุปสรรคของคนไทยส่วนใหญ่สำหรับการศึกษาขั้นสูงก็คือภาษาอังกฤษ วิธีฝึกฝนที่ดีที่สุดก็คือการ “จุ่ม” ตนเองลึกลงไปในภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ลืมตาจนถึงหลับตา ฟัง พูด คิดเป็นภาษาอังกฤษ ฟังแล้วพูดตาม ซ้ำๆ ย้ำๆ จนซึมเข้าไป ตั้งนาฬิกาปลุกเป็นช่องข่าวภาษาอังกฤษ พกหนังสืออ่านเล่นภาษาอังกฤษไปนั่งอ่านระหว่างนั่งรอทำเรื่องต่างๆ อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ฟังเทปฝึกฝน เขียนบันทึกส่วนตัว ท่องเว็บ เขียนอีเมล ทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ ฝึกท่องศัพท์ใหม่ๆ วันละหลายๆ คำ และนำไปใช้งานทันที ไม่นานภาษาก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ หลายๆ ที่ก็ต้องการ Recommendation หรือใบรับรองจากผู้ที่รู้จักเรา เช่น อาจารย์ที่เคยสอนในวิชาที่เราเรียนได้ดีมาก อาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ หรือวิทยาพนธ์ของเรา ผู้ที่เคยร่วมงานวิจัยกับเราอย่างใกล้ชิด ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างที่เห็นแววความสามารถของเรามาก่อน จริงอยู่ว่า ตำแหน่งของคนเหล่านั้น ยิ่งสูงมากก็ยิ่งมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมาก แต่ถ้าเขาไม่รู้จักเราดี Recommendation ที่ได้ก็อาจไม่มีค่าอะไรเลยก็ได้ และถ้าเรามีผลงานดีเด่นอะไรมาก่อน ก็ควรต้องส่งเข้าไปให้เขาพิจารณาด้วย จะมีโอกาสได้เข้าเรียนมากขึ้น
4. มีวินัย (Self Discipline)
กระบวนการให้ได้มาซึ่งคำว่า “ด๊อกเตอร์” นั้น จะช่วยการจัดระเบียบทางความคิด ให้เรารู้จักวิเคราะห์และวิพากษ์สิ่งที่ได้เรียนรู้มา รู้จักแยกแยะ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ลองเลียนแบบสิ่งเก่า ทำตามดูซิว่าจริงมั้ย ถ้าลองปรับเปลี่ยนตัวแปรบางอย่างแล้ว มีอะไรเปลี่ยนไปมั้ย ต้องลองสังเคราะห์ด้วยวิธีการต่างๆ ดู ปรับเปลี่ยนทดลองอย่างเป็นระบบ จดและจัดระเบียบความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ จดที่ไปที่มา ไม่ใช่ไปเรื่อยๆ เรื่อยเปื่อย คนเรียนด็อกเตอร์บางคนมีคุณสมบัติพร้อม ครบถ้วน แต่เรียนไม่จบ เพราะขาด “วินัย” ทำไปเรื่อยๆ ก็ลึกไปเรื่อยๆ เป้าหมายก็เลื่อนออกไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จบไม่ลง
เราจำเป็นต้องรู้อย่างยิ่งว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไร ทำเพื่ออะไร ต้องรู้จักจัดสรรเวลา จัดการกับชีวิตทั้งเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัวให้ดี ต้องมี “วินัย” ในตัวเอง แยกแยะเป็นว่าควรทำอะไรก่อนหลัง แบ่งเวลาเรียนเวลาเล่นให้เหมาะสม พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องทุ่มเทโฟกัสกับการเรียน ตั้งใจฝึกฝนตนเอง เข้าคลาสเรียนไม่ขาด ร่วม Discuss เสนอความเห็นต่างๆ ทบทวนทำการบ้าน เข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ
5. ทำงานได้ในทุกที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ (Able to Work 24/7)
ลักษณะที่ดีอีกอย่างของด๊อกเตอร์ก็คือ ต้องเป็นนักคิด พร้อมที่จะทำงานถึงขั้นที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “Sleep on It” คือกินนอนอยู่กับงาน ใช่..เราจะต้องมีวินัยในตนเอง จัดสรรเวลาให้เป็น แต่ในหลายครั้ง ชีวิตประจำวันกับการเรียนก็เป็นสิ่งที่แยกกันยาก ออกไปเที่ยวเล่นพักผ่อนอยู่ดีๆ กลับปิ๊งเกิดไอเดียใหม่ๆ เรื่องงานขึ้นมาซะงั้น นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ที่เรียนด๊อกเตอร์จำนวนมาก
การเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนสถานที่ อาจช่วยให้สมองผ่อนคลาย ดีกว่านั่งคิดหัวแตกไม่เกิดประโยชน์อยู่ในห้อง ทีนี้ ระหว่างเที่ยวหรือทำอะไรอย่างอื่นอยู่ พอเกิด Idea ใหม่ปุ๊ป ก็ต้องจดไว้ปั๊ป บันทึกไว้ในทันที แล้วรอนำไปขยายผล ขยายรายละเอียดต่อในภายหลัง ต้องฝึกที่จะสามารถทำงานได้ในทุกสถานการณ์ ทุกที่ ทุกเวลา
6. แสดงตนว่าพร้อม (Get Ready to Rumble!)
ด่านมหาโหดอีกอันหนึ่งที่จะทดสอบเราว่าเหมาะจะเป็น “ว่าที่ด๊อกเตอร์ (Ph.D. Candidate)” หรือยัง ก็คือการสอบวัดคุณสมบัติ ซึ่งอาจมีชื่อเรียกได้หลายอย่าง เช่น Ph.D Preliminary Exam หรือ Qualifying Exam (Q.E.) ซึ่งการสอบตรงนี้มักจะเป็นการสอบหลายวิชา ออกโดยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกในสาขานั้นๆ เรียกได้ว่า ผู้เข้าสอบต้องรู้จักที่จะ “รวบรวมความคิด เพื่อพิชิตรวมมิตรข้อสอบ”
โจทย์ที่ให้มา จะไม่ใช่ท่องจำ หรือเหมือนข้อสอบที่สอบขณะเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท แต่เป็นโจทย์วิเคราะห์ ที่ต้องการวัดทั้งความแม่นยำเชิงวิชาการ และความสามารถในการแก้ปัญหาที่ยากๆ ด้วย ส่วนใหญ่ให้สอบแก้ตัวได้ไม่เกินสามครั้ง ในต่างประเทศ ก่อนสอบ Q.E. เขาจะเรียกนักศึกษาด๊อกเตอร์ว่า Ph.D. Student ต่อเมื่อสอบผ่านแล้ว จึงจะปรับฐานะขึ้นเป็น Ph.D. Candidate เป็นการประกาศว่า เราพร้อมแล้วที่จะเริ่มลุยงานวิจัยอย่างจริงจัง นักศึกษาทั้งไทยและเทศตกม้าตายในขั้นนี้ กลับบ้านมือเปล่า (Gone Home Empty Handed) กันมาไม่น้อย
7. รอบรู้งานเก่า (Be Thorough)
ถ้าเปรียบการสอบในข้อที่แล้วเป็นการสร้างให้ว่าที่ด๊อกเตอร์ต้องรู้กว้าง (Breadth) งานในขั้นนี้ก็จะเป็นการฝึกให้ว่าที่ด๊อกเตอร์ต้องรู้เชิงลึก (Depth) ในงานวิจัยที่สนใจโดยเฉพาะ ว่าที่ด๊อกเตอร์ต้องเรียนรู้ที่จะรอบรู้ ต้องรีวิวงานเก่า (Literature Review) เป็น ต้องอ่านอย่างละเอียดละออถี่ถ้วน ไม่ใช่สักแต่ว่าอ่านผ่านๆ ต้องรู้จักวิเคราะห์-สังเคราะห์ (Analyze-Synthesize) มองหาความเหมือนและแตกต่าง (Compare-Contrast) ให้เป็น ต้องรู้ว่าใครทำอะไรไปแล้วบ้าง ใครกำลังทำอะไรอยู่ ในสาขาวิจัย (Research Field) ของตน จะได้ไม่ทำงานซ้ำกับคนอื่น
ที่สำคัญที่สุด การสรุปย่อเนื้อหาจากบทความของคนอื่น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเขียนขึ้นใหม่ด้วยสำนวนตนเอง (Rephrase) ไม่ลอกงานแบบก็อปปี้คำพูดเขามา แต่ถ้ายังต้องการคงถ้อยคำเดิมไว้ ก็ต้องใส่ไว้ภายใต้เครื่องหมายคำพูด (Quote) พร้อมระบุอย่างชัดเจนว่าใครกล่าวไว้ ต้องให้เครดิต (Credit) ผู้ทำมาก่อนเสมอ แม้เราจะนำมากล่าวในมุมของเราเองก็ตาม เรื่องนี้ต้องระวังมาก พลาดครั้งเดียวอาจเป็นตราบาปไปจนตาย
8. รังสรรค์งานใหม่ (Be Original)
ลักษณะที่ดีอีกอย่างของด๊อกเตอร์ นอกจากต้องรอบรู้งานเก่าอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะต้องสามารถริเริ่มรังสรรค์งานใหม่ได้ด้วย (Initiate Innovative Ideas) งานใหม่นั้นต้องไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน และที่สำคัญกว่านั้นอย่างยิ่งก็คือ ต้องมีคุณค่า (Contribution) ต่อสังคม (Research Community) จึงจะสามารถนำมาเป็นงานวิจัยวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก (Ph.D. Dissertation) ได้ ถ้าเป็นไอเดียใหม่ก็จริง แต่ผิดมนุษย์มนา ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อสังคม ก็ใช้ไม่ได้ เพราะการจบหนึ่งด๊อกเตอร์ เป็นเสมือนการสร้างสิ่งใหม่อย่างหนึ่งไว้กับโลก ในกระบวนการเรียนด๊อกเตอร์ เมื่อผ่านมาถึงจุดที่มีงานใหม่ ผ่านการทดสอบไอเดียแล้วว่าใช้ได้ ก็จะต้องเข้าทำการสอบป้องกันหัวข้อวิทยานิพนธ์ (Dissertation Proposal Defense)
9. เป็นอภิชาตศิษย์ (Move Forward)
“อภิชาตศิษย์” หมายถึง ศิษย์ที่เก่งกว่าครู ยอดเยี่ยมกว่าครู และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องเป็นศิษย์ที่ดี มีกตัญญูกตเวทีต่อครู โลกจะก้าวหน้าไปได้ คลื่นลูกหลังต้องแซงคลื่นลูกหน้า ว่าที่ด๊อกเตอร์ต้องฝึกที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น ทั้งอาจารย์ที่ปรึกษา กรรมการสอบ หรือผู้เชี่ยวชาญ ต้องรู้จักประสานความต่าง เติมต่องอกงานใหม่ ยอมงอไม่ยอมหัก แม้ว่าจะมีความเคารพเทิดทูนบูชาครูอย่างเต็มเปี่ยม แต่ในเชิงวิชาการ ต้องเป็นตัวของตัวเอง กล้าคิด กล้าถกเถียง กล้าDebate บนหลักการและเหตุผล อาจารย์ที่ปรึกษาก็เป็นเสมือนพ่อแม่ทางการศึกษา “โลกต้องหมุนไปข้างหน้า แต่ต้องไม่ลืมสิ่งที่ผ่านมาข้างหลัง” (The Past Defines the Present) เพราะว่ามีสิ่งที่ผ่านมา จึงมีสิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้
เมื่อไหร่ที่อาจารย์มีท่าทีนับถือคุณเป็นเพื่อนคนหนึ่ง เริ่มฟังความเห็นและเห็นด้วยกับเรา เริ่มชวนเราออกไปสังสรรค์ ทานข้าวกับครอบครัว เมื่อวันนั้นมาถึง ก็เป็นเหมือนสัญญาณว่าคุณพร้อมจะเข้าสอบขั้นสุดท้าย คือ การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์นั่นเอง (Final Dissertation Defense)
10. พร้อมที่จะยืนอยู่บนความคาดหวังของสังคม???
(Ready to Live Up to People’s Expectation???)
ในเมืองไทย เราเรียกการสำเร็จการศึกษาว่า “จบ” แต่ฝรั่งเขามีคำเรียกหนึ่งว่า “Commencement” ซึ่งแปลว่า “เริ่ม” แสดงถึงมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วในด้านการศึกษา การสำเร็จได้มาซึ่งปริญญา “ด๊อกเตอร์” เป็นเพียงฉากจบของชีวิตหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่ชีวิตหนึ่งสิ้นสุด อีกชีวิตหนึ่งกลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้น ชีวิต “ด๊อกเตอร์” ชีวิตที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากสังคม ใครๆ ก็ว่าด็อกเตอร์เป็นเทวดา(…?) ด็อกเตอร์ทำได้ทุกเรื่อง ด็อกเตอร์รู้ทุกอย่าง เก่งทุกด้าน ภาษายอดเยี่ยม วิชาการเป็นเลิศ แต่จริงๆ แล้ว ด็อกเตอร์ก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์ สุข โง่ ฉลาด ถูก ผิด อ่อนแอ เข้มแข็ง เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป
ดังนั้น ต้องอย่าลืมตัว อย่าหลงตน อย่ามีอัตตา (Ego) อย่าลืมว่าเราก็มีเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่รู้ ถ้าเป็นในเรื่องวิชาการที่เราเชี่ยวชาญ ก็ต้องกล้าแสดงความคิดเห็นให้เต็มที่ แต่ก็จงอย่าลืมรับฟังความคิดเห็นคนรอบข้างด้วย จำไว้ว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ยิ่งคนยกย่องเราว่าเป็นด๊อกเตอร์ ก็ยิ่งต้องรู้จักถ่อมตน “The higher place you are, the more humble you should be!” เพราะแท้จริงแล้ว คำว่า “Doctor of Philosophy (Ph.D.)” ซึ่งใช้เรียกปริญญาเอกนั้น มีความหมายว่า “นักปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรม” เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา และดำรงตนอยู่ในความดีงาม ผู้ที่ประพฤติตนได้เช่นนี้เท่านั้น จึงจะเหมาะสมกับคำนำหน้าชื่อว่า
“ด็อกเตอร์” ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะมีปริญญา “ด็อกเตอร์” ห้อยท้ายหรือไม่ก็ตาม...
ดร.ฉัฐไชย์ ลีนาวงศ์ (cleenawong@gmail.com)
• Ph.D. (Operations Research), Case Western Reserve University, USA
• M.Sc. (Management Science), Case Western Reserve University, USA
• บธ.ม. (การจัดการการเงิน) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
• M.Sc. (Computer Science), Asian Institute of Technology (AIT)
• บธ.บ. (การจัดการการตลาด) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
• วท.บ. (คณิตศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.พรฤดี เนติโสภากุล
• Ph.D. (Computer Information and Science), Case Western Reserve University, USA
• M.S. (Computer Information Science), University of Delaware, USA
• M.S. (Computer Science), University of Southern California (USC), USA
• วท.บ. (สถิติ) เกียรตินิยม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
*** ขอขอบคุณ ดร.นพรัตน์ โพธิ์ชัย ผู้เป็นทั้งน้อง เพื่อน และพลัง ที่ช่วยกระพือไฟแห่งการทำงานของผู้เขียนให้ยังคงลุกโชนอยู่ต่อไป



Print ไปอ่านแล้ว
Print ไปอ่านแล้ว ครึ่งแรกไว้สอนรุ่นหลังๆ ก่อนจะมาเลือก ครึงหลังไว้สอนตัวเอง
แต่มีน้องคนนึงเคยสอนผมว่า
"ก่อนจะสอนใคร ทำตามที่ตัวเองสอนให้ได้ก่อน" ดังนั้น ต้องจบ ต้องจบ ต้องจบ